ค้นพบ วิธีการตั้งต้นธุรกิจแบบไม่ต้องยืมเงิน

สมัยที่โลกแห่งการแลกเปลี่ยนการทำธุรกิจมีความน่าจะเป็นในหลายๆ หนทาง ตั้งแต่การเปิดร้าน เช่าทำเลที่ตั้งตามตลาดนัด การฝากขาย หรือแม้กระทั่งการขายผลิตภัณฑ์บนโลกออนไลน์ คนปริมาณมากจึงมองเห็นทางเลือกความน่าจะเป็นที่จะสามารถผันตัวจากผู้ว่างงานหรือบุคลากรบริษัทมาเป็นเจ้าตำรับกิจการเล็กๆ ด้วยการลองขายของหรือทำธุรกิจดูสักครั้ง แต่เมื่อคิดจะตั้งต้นหลายๆ คนก็เป็นอันต้องเดินมาติดขัดกับความไม่สบายใจที่เรียกว่า “การกู้สถาบันการเงิน”
 
บางคนอาจมีไอเดียดีๆ มีความแข็งขันตั้งใจ แต่ขาดทุนทรัพย์ในการเปิดฉากธุรกิจ หรือหากจะพอมีสตางค์อยู่บ้าง แต่เมื่อได้บวกลบคูณหารต้นทุนที่ต้องใช้ในแต่ละเดือนจริงๆ แล้วก็เริ่มใจไม่สู้และปล่อยให้ช่องทางผ่านไปไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า อันที่จริงเราทุกท่านสามารถเริ่มต้นทำธุรกิจการค้าได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเงิน ไปดูเคล็ดลับเหล่านี้กัน
 
1. แยกเงินสะสมให้ชัดเจน
ถ้าคุณไม่ประสงค์กู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปทำธุรกิจ นั่นหมายถึงคุณต้องใช้เงินที่เก็บสะสมเอาไว้มาใช้ในการลงทุน ต่อจากนั้น ต้องแยกเงินที่จะนำไปลงทุนในธุรกิจการค้าเอาไว้อีกบัญชีแต่เนิ่นๆ เลย พร้อมกับใส่เงินเพื่อให้เงินในบัญชีเพิ่มปริมาณทุกเวลา ที่สำคัญ ต้องทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่ใช้เงินในบัญชีนั้นเพื่อไปช้อปปิ้ง เอาไปใช้เพื่อการเดินทาง หรืออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ตั้งใจจะทำโดยเด็ดขาด ซึ่งเงินในบัญชีนี้จะมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงวันที่คุณมีความเอาใจใส่และจัดการที่จะทำธุรกิจการค้าอย่างเอาจริงเอาจัง ก็จะได้มีทุนทรัพย์เอาไว้ใช้ในการตั้งต้นทำธุรกิจการค้า
 
2. ทำงานอื่นควบคู่กันไปด้วย
จากข้อ 1 เมื่อถึงวันที่คุณพร้อมที่จะทำกิจการแล้ว อย่าเพิ่งรีบลาออกจากงานประจำโดยเด็ดขาด เพราะว่าการที่ชีวิตของคุณยังมีเงินเดือนคอยเกื้อหนุนเอาไว้ในขณะทำธุรกิจไปด้วยจะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ พร้อมกับจำไว้ว่าในช่วงเดือนแรกๆ ของการทำงานนั้นอาจจะไปได้ไม่สวยนัก ยอดขายไม่ดีตามแนวทางที่วางไว้ เงินกำไรไม่พอจ่ายเงินเดือนตนเอง แถมยังมีเรื่องต่างๆ ตามมาอีกสารพัด ซึ่งเงินเดือนนี้จะสามารถช่วยลดการบีบบังคับให้กับตัวเราเองได้มากแท้จริง
 
นอกจาก ประโยชน์ของการทำงานควบคู่ไปด้วยอีกอย่างที่หลายๆ มักจะคนไม่นำพาก็คือ เรื่องผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสุขภาพ เงินโบนัส และคอนเน็กชั่นชั้นในสำนักงาน ซึ่งอาจช่วยทำให้เราหาลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น
 
ดังนี้ กิจการที่คุณทำอาจไม่ใช่งานที่เบ้อเริ่ม อาจมีคนในญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทช่วยดูแลได้ (เพราะว่าถ้าเป็นงานขนาดใหญ่ระดับสมาพันธ์ เราก็ต้องคอยดูแลลูกน้องแล้วละ) และงานที่ทำควบคู่กันไปก็อาจจะไม่ใช่งานประจำก็ได้ กล่าวคือ อาจเป็นงานเสริม เช่น งานออกแบบกราฟิก งานแปลภาษา งานพิสูจน์ตัวอักษร งานรับจ้างเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น ซึ่งถ้าคุณเปิดร้านขายของ หรือเปิดร้านออนไลน์ ระหว่างวันหากพอมีเวลาว่างก็ยังสามารถทำงานเสริมเพื่อหารายได้ได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
3. ใช้กำไรไปให้ทุนเรื่องอื่นๆ
เราอาจจะคิดว่าการเพิ่มขึ้นธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ลองจินตนาการว่าร้านค้าของเราเริ่มไปได้ดี เริ่มมีเงินกำไรในระดับหนึ่ง เราควรเลือกที่จะเก็บเงินไว้เฉยๆ หรือนำเงินไปลงทุนเพื่อให้เม็ดเงินเหล่านั้นงอกเงยผลิดอกออกผลให้เรามากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าน่าจะนำเงินนั้นไปลงทุน หรือเอาเงินส่วนที่เงินกำไรไปหักลบกลบหนี้เก่าเสียก่อน จากนั้นจึงนำเงินในส่วนที่เป็นเงินกำไรไปลงทุนเพิ่ม
 
โดยอาจจะเป็นการลงทุนในส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ การทำการตลาด โฆษณาการ เทคโนโลยี หรือบุคลากร ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายเติบโตได้อย่างติดต่อ และล่อใจลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ธุรกิจมีความคงทนมากกว่าการที่จะกอดเงินเอาไว้เฉยๆ และสุดท้ายก็โดนคู่แข่งแซงหน้าไปเพราะด้วยเราไม่กล้าลงทุนเพื่อปรับปรุงอะไรเลย
 
4. ดูแลค่าใช้สอยทางธุรกิจให้อยู่ในเกรดที่ต่ำ 
ข้อดีของปฐมฤกษ์ธุรกิจจากขั้นเล็กๆ และค่อยๆ เติบโตขึ้นไปทีละนิด จะทำให้เราไม่ต้องไปกู้เงินให้เป็นภาระแต่อย่างใด อธิบายให้เห็นภาพคือ ช่วงแรกๆ เงินรายได้ของคุณจะมีไม่มาก ถ้าคุณมีค่าใช้สอยที่สูงในหลายๆ ส่วน ไม่รู้จักอดออมหรืออดออมเงิน ไปซื้อของที่มีเทคโนโลยีหรือของใหม่สูงมาใช้ คุณย่อมมีหนี้สินที่ต้องชำระรายเดือนสูง เงินย่อมฝืดพร้อมกับการเติบโตก็มีจังหวะช้าตามไปด้วย
 
ถึงแม้นคุณค่อยๆ ปล่อยให้ธุรกิจการค้าโตไปในแบบที่จำต้องเป็น ไม่ให้ทุนอะไรเกินแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีกำไรถึงขนาด มีรายได้สม่ำเสมอ คุณก็สามารถให้ทุนรายการจ่ายมหาศาลได้โดยไม่ทำให้ธุรกิจหยุดหรือต้องชะลอตัวลง
 
ทั้งปวงนี้ คือ วิธีปฐมฤกษ์ธุรกิจโดยไม่ต้องไปกู้ยืมใคร ซึ่งแม้ว่าการเริ่มธุรกิจโดยไม่กู้เงิน ไม่มีเงินลงทุนเยอะแยะ อาจทำให้เรามีขีดจำกัดสำหรับการทำธุรกิจการค้าในหลายๆ ด้าน แต่การเสี่ยงก็น้อย ด้วยเหตุว่าหากพลั้งเผลอขึ้นมาก็ไม่เจ็บตัวหนัก เหตุผลอีกประการก็คือ เป็นการตรวจสอบว่าเราเหมาะที่จะก้าวเข้าสู่โลกของผู้ประกอบการหรือไม่ ได้ลองสิ่งต่างๆ ด้วยไอเดียของตนเอง ทดสอบและกำหนดตลาดด้วยตนเอง และมีความหนักแน่นเยอะขึ้นจากการได้เรียนรู้สิ่งที่เผลอผิดด้วยตนเอง